วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

Movie Harry Potter

แฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นเรื่องราวของเด็กกำพร้าซึ่งรู้ตัวว่าเขาเป็นพ่อมด เขาได้รับเชิญให้เข้าเรียนที่โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ ซึ่งวรรณกรรมแฮร์รี่ พอตเตอร์แต่ละเล่มแสดงถึงช่วงเวลาหนึ่งปีในชีวิตของแฮร์รี่ พอตเตอร์ตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปีเป็นต้นมา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่โรงเรียนฮอกวอตส์ [แก้]การเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์คาถา ในตอน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นด้วยการเฉลิมฉลองของโลกเวทมนตร์ จากการหายตัวไปของลอร์ดโวลเดอมอร์ พ่อมดที่สร้างความหวาดกลัวต่อโลกเวทมนตร์มาเป็นเวลานาน โดยโวลเดอมอร์ได้บุกไปที่บ้านของครอบครัวพอตเตอร์ และฆ่าพ่อแม่ของแฮร์รี่ แต่กลับล้มเหลวและหายตัวไปหลังจากพยายามฆ่าแฮร์รี่ ซึ่งเป็นเพียงเด็กชายวัยหนึ่งปี หลังจากนั้น อัลบัส ดัมเบิลดอร์ได้ส่งแฮร์รี่ไปฝากไว้กับครอบครัวเดอร์สลีย์ ซึ่งเป็นญาติทางฝ่ายแม่ ครอบครัวเดอร์สลีย์เป็น "มักเกิ้ล" หรือมนุษย์ที่ไร้พลังเวทมนตร์ แฮร์รี่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่ดีนักในครอบครัวเดอร์สลีย์ และถูกตัดขาดจากโลกเวทมนตร์ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ประหลาดหลายครั้งที่เกิดขึ้นในชีวิตวัยเด็กของแฮร์รี่จากพลังเวทมนตร์ภายในตัว แฮร์รี่ได้รับการติดต่อจากโลกเวทมนตร์ครั้งแรกก่อนวันเกิดปีที่สิบเอ็ดโดยจดหมายจากโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ แต่แฮร์รี่ไม่มีโอกาสได้อ่าน จนกระทั่งวันเกิดปีที่สิบเอ็ด แฮร์รี่จึงได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับโลกพ่อมดจาก รูเบอัส แฮกริด และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนฮอกวอตส์ ที่นั่น แฮร์รี่พบกับเพื่อนสนิทสองคน คือ รอน วีสลีย์และเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ และภายในปีแรกที่ฮอกวอตส์นั้นเองที่เขาเผชิญหน้ากับโวลเดอมอร์เป็นครั้งที่สอง และขัดขวางการกลับคืนสู่อำนาจของเขาโดยการแย่งชิงศิลาอาถรรพ์ ในตอน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับห้องแห่งความลับ แฮร์รี่และเพื่อน ๆ ได้เข้าไปพัวพันกับความลึกลับของโรงเรียนที่มีอายุกว่า 50 ปี ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโรงเรียน โดยเรื่องราวได้เจาะลึกถึงประวัติศาสตร์ของฮอกวอตส์ และตำนานของ "ห้องแห่งความลับ" ซึ่งเป็นที่ซ่อนความชั่วร้ายที่ฝังอยู่ใต้ดิน แฮร์รี่ยังได้พบว่าตัวเองเป็นพาร์เซลเมาท์ ผู้มีความสามารถในการสื่อสารกับงู และแฮร์รี่ยังสามารถช่วยชีวิตของ จินนี่ วีสลีย์ จากความพยายามครอบงำจิตใจของโวลเดอมอร์ผ่านทางบันทึกของเขาเมื่อห้าสิบปีก่อน ในตอน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับนักโทษแห่งอัซคาบัน แฮร์รี่จำเป็นต้องรับรู้ถึงทัศนคติของตนที่มีต่อ ซิเรียส แบล็ก ซึ่งทั่วโลกผู้วิเศษรับรู้แต่เพียงว่าเขาเป็นฆาตกรผู้หลบหนีออกจากคุกอัซคาบัน และมีส่วนร่วมในการสังหารพ่อแม่ของแฮร์รี่ เมื่ออยู่ที่โรงเรียน แฮร์รี่ต้องทนทรมานกับผู้คุมวิญญาณ รีมัส ลูปิน จึงสอนคาถาผู้พิทักษ์ให้แก่เขา แฮร์รี่ยังได้ค้นพบอีกว่าลูปินกับแบล็กเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของเขา ผู้ซึ่งมีส่วนในการทำ "แผนที่ตัวกวน" กับเพื่อนคนที่สี่ ปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ ซึ่งแฮร์รี่ทราบภายหลังว่าเขาเองที่เป็นคนทรยศพ่อกับแม่ของเขา [แก้]การคืนชีพของลอร์ดโวลเดอมอร์ ในตอน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี แฮร์รี่ พอตเตอร์ไม่คาดฝันมาก่อนว่าตนจะต้องเข้าร่วมแข่งขันการประลองเวทไตรภาคีที่แสนอันตราย แฮร์รี่อยู่ท่ามกลางปริศนาที่ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งเขามาเข้าร่วมการประลองและสาเหตุที่ทำเช่นนั้น แฮร์รี่ได้รับความช่วยเหลือจากศาสตราจารย์อลาสเตอร์ มู้ดดี้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก่อนที่ลอร์ดโวลเดอมอร์กลับฟื้นคืนชีพอีกครั้งและจบลงด้วยการตายของนักเรียนฮอกวอตส์คนหนึ่ง ในตอน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์ แฮร์รี่ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าลอร์ดโวลเดอมอร์กลับมาแล้ว อัลบัส ดัมเบิลดอร์ได้เรียกภาคีนกฟีนิกซ์กลับมาอีกครั้ง แต่กระทรวงเวทมนตร์และโลกผู้วิเศษต่างก็ปฏิเสธข่าวการกลับมาของลอร์ดโวลเดอมอร์ กระทรวงได้ส่งโดโลเรส อัมบริดจ์เพื่อเข้าแทรกแซงการศึกษาของฮอกวอตส์ โดยทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้นักเรียนฝึกเพื่อการต่อสู้กับศาสตร์มืด แฮร์รี่จึงก่อตั้งกลุ่มนักเรียนลับขึ้นมาเพื่อฝึกฝนกันเอง นอกจากนั้น เขายังได้ค้นพบอีกว่ามีความเกี่ยวพันระหว่างเขากับโวลเดอมอร์ทางจิตใจ ทำให้แฮร์รี่คิดว่าเขาถูกครอบงำโดยโวลเดอมอร์ และจากความเกี่ยวพันนี้เองที่นำไปสู่การต่อสู้ในกองปริศนา ผู้เสพความตายหลายคนถูกจับกุมได้ไม่นานหลังจากนั้น ในตอน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสม โวลเดอมอร์ตั้งใจจะก่อสงครามพ่อมดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งชัดเจนมากจนกระทั่งแม้แต่มักเกิ้ลก็สังเกตเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตน ทำให้แฮร์รี่ต้องได้รับการคุ้มกันจากภยันตรายภายนอก ที่โรงเรียน แฮร์รี่พบว่าตนเองโดดเด่นขึ้นมาในวิชาปรุงยาเพราะหนังสือเรียนวิชาปรุงยาของใครคนหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า "เจ้าชายเลือดผสม" และในหนังสือเรียนนั้นเองที่แฮร์รี่เดือดร้อนจากศาสตร์มืด แฮร์รี่ยังได้เข้าเรียนเป็นการส่วนตัวกับดัมเบิลดอร์ ซึ่งทำให้เขาเรียนรู้ชีวิตของโวลเดอมอร์ และพบว่าเขาได้ทำฮอร์ครักซ์ของตนไว้ เขาจึงใกล้เคียงกับสภาพอมตะของมนุษย์ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ในตอน แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต หลังจากดัมเบิลดอร์ตายแล้วนั้น โวลเดอมอร์ก้าวขึ้นสู่อำนาจและสามารถยึดกระทรวงเวทมนตร์ได้สำเร็จ แฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนีซึ่งได้ตัดสินใจไม่เรียนฮอกวอตส์จนจบปีสุดท้าย แล้วออกตามหาฮอร์ครักซ์ของโวลเดอมอร์ที่เหลืออยู่ และเพื่อปกป้องครอบครัวและเพื่อนฝูง พวกเขาจึงกระทำกันเองโดยลำพัง เมื่อการค้นหาดำเนินไป พวกเขาก็ได้เรียนรู้ถึงชีวิตของดัมเบิลดอร์และตัวตนที่แท้จริงของสเนป หลังจากโวลเดอมอร์รู้ตัวว่าตนกำลังถูกคุกคามนั้น เขาจึงกลับมายังฮอกวอตส์ และเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ขึ้นระหว่างภาคีนกฟีนิกซ์และผู้เสพความตาย ก่อให้เกิดความสูญเสียมากมาย แฮร์รี่จึงตัดสินใจยอมจำนนต่อโวลเดอมอร์ ซึ่งพยายามจะสังหารแฮร์รี่ แต่ถึงกระนั้น แฮร์รี่ก็ไม่ตาย ภายหลังจากฮอร์ครักซ์อันสุดท้ายของโวลเดอมอร์ถูกทำลาย แฮร์รี่จึงสามารถฆ่าโวลเดอมอร์ได้ในที่สุด จากนั้น โลกผู้วิเศษก็กลับคืนสู่สันติภาพ

Movie Transformers

สองปีผ่านไป นับแต่หนุ่มน้อย แซม วิทวิคกี้ (ไชอา ลาบัฟ) ได้ช่วยจักรวาลให้รอดพ้นจากศึกขั้นเด็กขาดระหว่างหุ่นยนต์จากต่างดาวที่กำลังสู้รบกันอยู่ แม้จะสร้างวีรกรรมอันกล้าหาญสุดขั้วมาแล้ว แต่แซมยังคงเป็นวัยรุ่นธรรมด๊าธรรมดาที่มีปัญหาว้าวุ่นใจไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย การต้องทิ้ง มิเกล่า (เมแกน ฟ็อกซ์) แฟนสาวของเขาเอาไว้ที่บ้านเกิด และต้องแยกห่างจากพ่อแม่ของเขา (เควิน ดันน์ และจูลี่ ไวท์) เป็นครั้งแรก แน่นอน ยังมีเรื่องหนักใจอื่นๆ อีกเมื่อแซมต้องพยายามอธิบายให้เพื่อนใหม่ของเขาฟังว่าทำไมเขาถึงต้องจากมา เพื่อนคนใหม่ที่ว่าก็คือหุ่นยนต์ที่คอยคุ้มครองดูแลเขาอย่างบัมเบิลบี สำหรับแซมแล้ว เป้าหมายของเขาก็คือการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเด็กนักศึกษาธรรมดาๆ แต่การจะทำตัวให้ธรรมดาได้ เขาต้องทำเป็นไม่สนโชคชะตาของตัวเขาเองเสียก่อน ขณะที่แซม พยายามทำดีที่สุดเพื่อทิ้งปัญหาต่างๆ เอาไว้ที่มิสชั่นซิตี้ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ อย่างไรก็ดี สงครามระหว่างพวกออโต้บ็อทส์ กับดีเซ็ปติคอนส์ ซึ่งดำเนินไปอย่างลับๆ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เซ็คเตอร์ 7 ถูกยุบไป และเจ้าหน้าที่ซิมม่อนส์ (จอห์น เทอร์เทอร์โร่) นายทหารผู้ภักดีกับเซ็คเตอร์ 7 ถูกไล่ออก และที่ถูกตั้งขึ้นมาแทนที่ก็คือเนสท์ (NEST) องค์กรใหม่ ซึ่งเลือกใช้งานนายทหารผู้มีประสบการณ์ภาคสนามอย่างเลนน็อกซ์ (จอช ดูฮาเมล) และเอ็ปป์ส (ไทรีส กิ๊บสัน) พยายามหาวิธีทำงานเคียงข้างไปกับกลุ่มออโต้บ็อทส์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพวกดีเซ็ปติคอนส์ โชคร้ายที่ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ธีโอดอร์ กัลโลเวย์ (จอห์น เบ็นจามิน ฮิคกี้) เหมือนจะเล็งเห็นถึงอันตราย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยึดครองอำนาจควบคุมขององค์กรทุกหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม รวมไปถึงอำนาจของแต่ละองค์กรเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็จะได้กำจัดหน่วยงานรัฐบาลที่เขาเห็นว่าไม่มีความสำคัญทิ้งไป กัลโลเวย์ จึงพยายามปิดเนสท์ ทิ้ง โดยเขาเชื่อว่าภัยคุกคามจากสงครามที่สร้างความวอดวายของกลุ่มหุ่นยนต์ต่างดาวสองกลุ่มนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่สนใจในความขัดแย้งที่ออโต้บ็อทส์ มีต่อพวก ดีเซ็ปติคอนส์ เมื่อชีวิตของ แซม ในที่เรียนใหม่เริ่มเข้าที่เข้าทาง โดยเขาสามารถปรับตัวเข้ากับลีโอ (ราม่อน ร็อดริเกซ) เพื่อนร่วมห้องคนใหม่ที่เป็นจอมจุ้นจ้าน และอลิซ (อิซาเบล ลูคัส) เพื่อนสาวคนใหม่ที่จุ้นพอกัน แต่พอดีเป็นผู้หญิงเลยน่าสนใจกว่า จู่ๆ แซมก็เกิดความว้าวุ่นขึ้นอีกจนได้เมื่อเขาเห็นภาพที่แว่บขึ้นมาในหัวของเขาราวกับสายฟ้าแล่บ ด้วยความหวาดกลัวว่าเขาอาจกำลังวิกลจริตเหมือนปู่ของเขา แซมจึงเก็บภาพที่เขาเห็นในหัวเอาไว้เป็นความลับ จนกระทั่งเขาไม่อาจทนเมินเฉยต่อข้อความและสัญลักษณ์ที่แทรกซึมเข้าไปในความคิดของเขาได้ ถึงจะวางแผนมาเป็นอย่างดี แต่ แซม พบว่าเขาต้องไปติดอยู่กลางศึกระหว่าง ออโต้บ็อทส์ และ ดีเซ็ปติคอนส์ โดยมีชะตากรรมของจักรวาลเป็นเดิมพันอีกเช่นเคย แต่ที่แซมยังไม่รู้ก็คือเขาคือผู้กุมกุญแจที่จะไขไปสู่ผลลัพธ์ของการทำศึกระหว่างความชั่วและพลังแห่งความดี ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ รวมไปถึงเพื่อนที่เนสท์ และแม้กระทั่งพ่อกับแม่ของเขาเอง ในที่สุดแซม ก็ได้เรียนรู้ที่จะยอมรับความเป็นวิทวิคกี้ที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด เขาไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวเองจากคำขวัญประจำตระกูลที่ว่า “ไม่เสียสละ ก็ไม่ได้ชัยชนะ!” อีกต่อไป

Movie Crows zero

เล่าเรื่องของโรงเรียนมัถยม ซูซูรัน หรือสมญานามว่า “โรงเรียนอีกา” ซูซูรัน ตั้งอยู่ในย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง ณ ประเทศญี่ปุ่น อันเป็นแหล่งที่ สิงห์สาราสัตว์ เด็กเลว นักเรียนนักเลง จากทั่วทุกสารทิศ มารวมตัวกันอยู่ในยานนี้ โดยมีโรงเรียนมัถยนม ซูซูรัน เป็นเหมือน จุดศูนย์กลางแห่งความบ้าคลั่ง ที่รวบรวมเด็กเหลือขอ จากทั่วสารทิศ ที่เรียนไม่ได้เรื่อง กีฬาไม่เก่ง หญิงไม่มอง วันๆ ใช้ชีวิตอยู่กับการตีกันเอง ไม่ก็ยกพวกไปตีกับชาวบ้าน เบื้องหลังแห่งการประสบความสำเร็จของ การ์ตูน ทั้งสองเรื่องนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งลึกลับอะไรมากมายนัก ทากาฮาชิ สามารถสร้างเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น ตัวละครที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ทั้งในทางบทบาท และในแง่งานศิลป์ ของภาพ รวมถึงการออกแบบฉากต่อสู้ได้อย่างเร้าใจ โดยไม่หลุดจากกรอบความเป็นจริง จนเกินจะสัมผัสได้อย่างเช่นการ์ตูน นักเรียนนักเลงบางเรื่อง ความพิเศษสุดของทั้ง Crows และ Worst ก็คือ การนำเสนอความฝันของลูกผู้ชายได้อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม ทากาฮาชิ ได้สร้างสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็น “ยูโธเปียของเด็กเลว” ขึ้นมา ดินแดนที่ถูกตัดขาด จากความยุ่งยากแห่งโลกทุนนิยม ที่เราทุกคนต้องเผชิญ มนุษยเดินดินทุกคน ในยุคปัจจุบันนั้น ถ้าไม่ได้มีอะไรผิดปกติก็มันจะมีเส้นทางที่ถูกวางเอาไว้ เกิด เรียนรู้ เติบโต โดยเมื่อถึงวัยหนึ่งนั้น ก็ต้องเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง การทำงาน งานของ ฮิโรชิ ทาคาฮาชิ เล่าถึงโลกของเด็กหนุ่มวัยรุ่น ก่อนที่จะถึงช่วงเวลาอันแสนเศร้านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาแห่งชีวิตอิสระ โลกของ Crow จึงเป็นโลกในอุดมคติ แบบผู้ชายแสวงหา และฝันถึง ที่ความขัดแย้งถูกตัดสินด้วยพละกำลัง นับถือในคุณธรรมแบบดั่งเดิม คุณค่าของเพื่อนฝูงยังคงเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และสัมผัสได้ง่าย และที่สำคัญที่สุด การได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี การต่อยตี การก่อสงครามในหมู่นักเรียน ก็เปรียบเสมอพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ร้อยช้ำ บาดแผล ก็คือประกาศณียบัตรแห่งเกียรติอันนั้น ทากาฮาชิ เล่าเรื่องที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวละครเอกตัวใดตัวหนึ่ง หากแต่ใช้สถาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลา เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ตั้งแต่โรงเรียนมัถยมซูซูรัน เมืองเล็กๆ ที่พวกเขาอยู่ ครอบคลุมไปถึงโลกของเด็กเลว เช่นเดียวกับเวลาที่ จำกัดอายุของตัวละครไว้ที่ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ตัวละครรุ่นแล้วรุ่นเล่า สลับสับเปลี่ยนมามีบทบาท และสร้างวีระกรรมอันยิ่งใหญ่ พิสูจน์ถึงคุณค่านักเลงแบบเก่า และคุณค่าแห่งลูกผู้ชายที่แท้จริง ตั้งแต่หมาป่าผู้อิสระ โบยะ ฮารุมิจิ (ตัวเอกจาก Crows) และชายผู้ไปได้ใกล้เคียงกับตำแหน่ง “หัวหน้า” ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งซูซูรัน ซึกิชิมะ ฮานะ (ตัวเอกจาก Worst) Crows Zero (หรือ Crows Eprisode 0) ก็เช่นเดียวกันการ์ตูนสองเรื่องนั้น แต่ครั้งนี้ ทากาฮาชิ (ที่รับหน้าที่แต่งเรื่อง เขียนบทหนังด้วย) เลือกที่จะเล่าเรื่องที่เป็นเหมือน ตำนานที่ยังไม่ได้ถูกบอกกล่าว เป็นการเล่าเรื่องในลักษณะของภาคก่อนหน้า (หรือ Prequel) ของต้นฉบับการ์ตูน ด้วยการย้อนเวลาไปหนึ่งปีก่อนหน้า ที่โบยะ ฮารุมิจิ ตัวเอกของฉบับการ์ตูนจะเข้าเรียนเป็นวันแรก ในปีก่อนหน้านั้น เป็นวันเปิดภาคเรียนเช่นเดียวกัน พายุแห่งความวุ่นวายลูกใหม่ ได้เริ่มตั้งเค้าขึ้นมาแบบเงียบๆ และพร้อมที่โหมกระหนั่มใส่ซูซูรัน ในอนาคตอันใกล้นี้ หากแต่ไม่ใช่เหล่าเด็กปีหนึ่งไฟแรง ที่กำลังต่อยตี กันอยู่ในโรงประชุม ขณะประถมนิเทศนั้นหรอกนะ แต่เป็น เด็กหนุ่ม ปีสาม ทีย้ายเข้ามาเรียนใหม่นาม เก็นจิ ทาคิยะ (ชุน โอกูริ) ต่างหาก เก็นจิ ลูกชายของหัวหน้าแก๊งทาคิยะ ยากูซ่าสุดดัง ย้ายเขามาเรียนในระดับชั้นปี 3 โรงเรียนซูซูรัน หวังยึดครองโรงเรียนแห่งนี้ เพื่อพิสูจน์คุณค่าตัวเองต่อพ่อ ผู้ยิ่งใหญ่ แต่การจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโรงเรียนอีกานั้น การเอาชนะคนอย่าง เซริซาว่า ทามาโอะ (ทาคายูกิ ยามาดะ) เป็นสิ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เซริซาว่า ชายที่กุมอำนาจ ของกลุ่มกองกำลังสุดแข็งแกร่งที่สุดของ ซูซูรัน การจะเอาชนะมันได้นั้น เก็นจิ ต้องเริ่มจากตัวคนเดียว รวบรวมกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ขึ้นมาต่อกร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวโจกของ อีกสองกลุ่มใหญ่อย่าง มาคิยะ ทาเคชิ และฮิชากิ ผู้แข็งแกร่ง ก่อตั้งกองกำลัง G.P.S ขึ้นมา สงครามดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อผู้แข็งแกร่งคนสุดท้ายเท่านั้นที่จะยืนหยัด แม้จะเป็นการแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่ แฟนๆ ของ Crows ก็ยังมีการอ้างอิง องค์ประกอบจากการ์ตูนต้นฉบับอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครอย่าง รินดาแมน หรือสามสหายปีหนึ่ง ฮิโรมิ ปง และมาโค ตัวละครเหล่านี้แม้จะไม่ได้เป็นตัวหลัก แต่ก็คงสร้างความพึงพอใจให้กับแฟนของ Crows ได้บ้าง สิ่งที่ถูกอ้างอิง ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะตัวเนื้อหาของการ์ตูน รวมถึงกิจกรรมสุดโปรดของผู้เขียนอย่าง ที่มักถูกพูดถึงในหน้าแถม ภาคผนวก จากหนังสือการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็นการ การฟังเพลงร็อควง Street Beats ที่ถูกเลือกให้มาทำดนตรีประกอบ และร้องเพลงเปิดเรื่อง หรือการใส่ กีฬาปาเป้า เข้ามาในฐานะงานอดิเรก ของตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง (ขอนอกเรื่องนิดหน่อยนะครับ การ์ตูนเรื่อง Crows นอกจากตัวเรื่องจะสนุกแล้ว หน้าแถมของเปิดโอกาศให้ผู้เขียน ได้เล่าเรื่องราวส่วนตัว เรื่องงานอดิเรก ชีวิตการเป็นนักเขียน การไต้เต้า ได้อย่างมีรสชาติ ยังสนุกไม่แพ้กันด้วย) ทาเคชิ มิอิเกะ ดูจะสวมวิญญานแบบมือปืนรับจ้าง สร้าง Crows Zero โดยไม่พยายามสร้างให้เป็นงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ หนังมีความเป็นงานประเภทหนังตลาดอยู่ค่อนข้างสูง ดูได้ง่ายๆ ประเด็นชัดเจน บรรดาชายหนุ่มทั้งหลาย ได้ดูแล้วก็คงจะซึ้ง ตื้นตันในเนื้อหา ประเภทมิตรภาพ ความฝัน ความรุนแรง อะไรประเภทนี้ได้ง่ายๆ การแทรกฉากตลกเหนือจริง แบบการ์ตูนถูกใส่เพื่อรักษาอารมณ์ตลกห่ามๆ แบบดังเดิม อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบประเภทจับยัด บางอย่างที่ถูกใส่เข้ามา ก็สร้างรำคาญได้ไม่น้อย พูดแบบเฉพาะเจาะจงก็คือ ตัวละครหญิงที่แสดงโดย เมอิซะ คุโรกิ ถือว่ารกรุงรัง ไม่จำเป็นต่อเนื้อเรื่องเท่าไหร่เลย การโผล่มาร้องเพลงถึงสองเพลงของตัวละครตัวนี้ คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก การยัดเยียดจากต้นสังกัดเพื่อโปรโมตเธอในฐานะดาราหน้าใหม่เท่านั้น พูดถึงเนื้อหาของหนังแล้ว Crows Zero ถือเป็นเรื่องราวที่ให้น้ำเสียงไปในทาง Escape Fiction หรือ ความบันเทิง อันว่าด้วยการหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริง อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหา การเสนอภาพแห่งความฝันของชายหนุ่ม ที่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติ และอิสระอย่างที่โลกที่แท้จริงนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้าจะลองมองโลกในแง่ร้าย เนื้อหาของหนังนั้น ล่อแหลมเหลือเกินที่จะ กลายเป็นยาพิษต่อผู้ดู (ผู้อ่าน) ที่ไม่มีวิจารณะยานเพียงพอ เส้นแห่งระหว่างเหล่าช่างกลที่น่ารักเกียจ กับวีระบุรุษนักเลงนักเรียนใน Crows Zero ก็ดูเหมือนจะบาง และทับซ้อนอยู่ที ตราบใดที่ชีวิตจริงยังน่าเบื่อ ความฝันแบบ Crows ก็ยังจะคงหอมหวาน และน่าค้นหาอยู่ต่อไป ที่น่าชื่อชมก็คือ มิอิเกะ ยังคงสานต่อในเรื่องบความฝันแบบเด็กผู้ชาย และยังต่อยอดแนวคิด ด้วยการพูดถึงการปะทะกันของความฝันแบบเด็กผู้ชาย กับโลกแห่งความเป็นจริง ได้อย่างน่าสนใจ (ต้นฉบับมีเนื้อหาทำนองนี้อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นส่วนหลักของเรื่อง) สุดท้าย สงคราม การต่อสู่ ของเหล่านักรบซูซูรันทั้งหลาย อาจจะเป็นเพียงความฝัน ความไร้ค่าอย่างที่ตัวละคร “รินดาแมน” พูดไว้ ในตอนท้ายถือ เป็นบทสรุปของแนวคิดที่ว่านี้ ช่วงไครแม็กซ์ของหนัง มิอิเกะ ตัดสลับระหว่าง 3 – 4 เหตุการณ์เข้าด้วยกัน เพื่อสะท้อนถึงความ เขตแดนของความฝันกับความจริง ที่ทับซ้อนกันอยู่จนแยกไม่ออก เด็กสาวผู้อยู่วงนอกมองเห็นภาพคนรัก กำลังทำสิ่งที่เธอไม่มีวันเข้าใจ, ตัวของ เก็นจิ เองผู้มองซูซูรัน เป็นเพียงเครื่องมือที่จะให้พ่อผู้ยิ่งใหญ่ มองเห็นคุณค่าของตัวเขาเองมากขั้น สุดท้ายสงครามแห่งซูซูรัน ที่เก็นจิ ต้องห่ำหั่นกลับไม่ใช่เพื่อพ่อ แต่เป็นเพื่อเกียรติของตัวเอง โทคิโอะ นักเรียนหนุ่มคู่หูของเซริซาว่า ต้องพบตัวเองอยู่อย่างเดียวดาย ขณะสงครามอันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเด็กหนุ่มกำลังจะเกิดขึ้น โทคิโอะ กลับต้องเผชิญหน้ากับความตาย จากโรคร้ายที่รุมเร้า เช่นเดียวกับ ตัวละครสำคัญอีกตัวของเรื่อง หนุ่มที่ชื่อว่า คาตากิริ เคน (เคียวซุเกะ ยาเบะ) ยากูซ่าตัวกระจอกที่เคยเรียนซูซูรัน แต่ต้องลาออกกลางคัน เขาเป็นผู้ให้คำแนะนำต่างๆ แก่เกนจิ ในการตั้งแก็ง และรับมือกับพวก เซริซาว่า เหมือนเป็นขุนพลของหนึ่งของแก๊งเก็นจิ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง คาตากิริ ถึงได้เขาใจ เขาเพียงพึ่งพาอาศัยไปกับ ความฝันของเก็นจิ ความฝันที่ตัวเองไม่สามารถทำได้สำเร็จในอดีต สุดท้ายแล้ว คาตากิริ ถึงรู้ว่าสงครามที่กำลังเกิดขึ้นนั้นตัวเองเป็นเพียงวงนอก ความฝันในซูซูรันของเขานั้นมันจบไปนานแล้ว แต่ชีวิตก็ใช่จะจบสิ้น ยังมีสงคราม มีการต่อสู้ในโลกของผู้ใหญ่ที่ต้องเผชิญหน้าอีกมากมาย Crows Zero โลกแห่งการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งเกียรติยศนั้น อาจจะถูกฉาย อย่างเด่นชัดมากในสถานที่อย่างซูซูรัน และ ในช่วงชีวิตวัยรุ่นอันร้อนแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแห่งผู้ใหญ่ จะปราศาจซึ่งสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง สุดท้ายการต่อสู้รูปแบบอาจจะเปลี่ยนไป แต่ความกล้าหาญ และคุณค่าของลูกผู้ชายแบบเก่า นั้นสามารถพิสูจน์ ทุกวินาทีแห่งชีวิต

Movie Fast Five

วิน ดีเซล และพอล วอล์กเกอร์ นำทีมการกลับคืนจอแบบคืนสู่เหย้าของเหล่าดาราดังจากทุกภาคของภาพยนตร์แฟรนไชส์สุดฮิตซิ่งติดล้อใน Fast Five ในภาคนี้ ไบรอัน โอคอนเนอร์ อดีตตำรวจ (พอล วอล์กเกอร์) จับคู่กับอดีตวายร้าย ดอม โทเร็ตโต้ (วิน ดีเซล) ซิ่งไปบนถนนคนละฝั่งกับกฎหมาย ดเวย์น จอห์นสัน ขอร่วมทีมนักแสดงขวัญใจคนดูอย่าง จอร์ดาน่า บรูว์สเตอร์, คริส “ลูดาคริส” บริดเจส, ไทรีส กิ๊บสัน, ซุง กัง, กัลป์ กาด็อท, แม็ตต์ ชุลซ์, เทโก้ คัลเดอรอน และดอนโอมาร์ ในงานซิ่งส์เดิมพันสูงสุดเท่าที่เคยมีมา นับแต่ที่ไบรอัน และมีอา โทเร็ตโต้ (บรูว์สเตอร์) ช่วยดอมให้พ้นจากการโดนควบคุมตัว พวกเขาซิ่งส์ข้ามชายแดนเพื่อหลบหนีทางการ บัดนี้ เมื่อย้อนกลับมายังมุมถนนในรีโอ เดอ จาเนโร พวกเขาต้องรับงานสุดท้ายเพื่ออิสรภาพ ขณะที่พวกเขาทำการรวบรวมบรรดานักซิ่งระดับตีนผี กลุ่มพันธมิตรที่ไม่น่ามารวมกลุ่มด้วยกันได้ รู้ดีว่าโอกาสเดียวของพวกเขาที่จะได้รับอิสรภาพก็คือการเผชิญหน้ากับนักธุรกิจคอรัปชั่นที่ต้องการให้พวกเขาตาย แต่หมอนั่นไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ตามล่าพวกเขาอยู่ ลุค ฮ็อบบ์ส เจ้าหน้าที่หัวแข็ง (จอห์นสัน) ทำงานไม่เคยพลาดเป้า เมื่อเขาได้รับมอบหมายให้ตามล่าตัวดอมและไบรอัน เขากับทีมจู่โจมเปิดฉากภารกิจโจมตีทุกวิถีทางเพื่อจับตัวสองขาซิ่งส์ให้ได้ แต่เมื่อคนของเขาทำบราซิลแทบแตก ฮ็อบบ์สได้เรียนรู้ว่าเขาไม่สามารถแยกคนดีออกจากคนเลวได้ บัดนี้ เขาต้องพึ่งสัญชาตญาณตัวเองเท่านั้นเพื่อไล่เหยื่อให้จนมุม…ก่อนที่จะมีคนอื่นถึงตัวพวกเขาก่อน

Movie Pirates of the caribbean

เนื้อเรื่องย่อ ลอร์ด คัทเลอร์ เบ็คเก็ตต์ แห่งบริษัทอีสต์ อินเดีย เทรดดิ้ง คัมปะนี ได้เข้าควบคุม ฟลายอิ้ง ดัทช์แมน เรือโจรสลัดผีอันน่าสะพรึง และกัปตันปีศาจประจำเรือ เดวี่ โจนส์ ล่องทะเลเจ็ดคาบสมุทร เพื่อกำจัดเหล่าโจรสลัด ฆ่า และทำลายเรือ อย่างไร้ความปราณี ภายใต้คำสั่งของ ผู้บังคับการเจมส์ นอร์ริงตัน วิลล์ เทิร์นเนอร์ , อลิซาเบ็ท สวอร์น และ กัปตันบาบอสซา ได้เริ่มออกเดินทางสู่ภารกิจสุดอันตราย เพื่อรวบรวมลอร์ดทั้ง 9 แห่งกลุ่มคณะลูกขุน ซึ่งเป็นความหวังเดียวของพวกเขา เพื่อที่จะเอาชนะ เบ็คเก็ตต์, เรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน และ เหล่ากองทัพเรือของเขา แต่หนึ่งในสมาชิกของลอร์ดทั้ง 9 ได้หายตัวไป นั่นก็คือ กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ ที่ถูกจับขังไว้ในห้องจองจำของเดวี่ โจนส์ สิ่งแรกที่เหล่าผู้กล้าทั้งหลาย รวมทั้ง เทีย ดัลม่า , พินเทล และ ราเก็ตตี้ จะต้องทำ คือออกเดินทางไปสิงค์โปร์ที่แสนอันตราย และเผชิญหน้ากับกัปตันแห่งคาบสมุทรจีน กัปตันเซา เฟ็ง เพื่อที่จะได้เรือที่สามารถพาพวกเขาไปที่สุดขอบโลก เพื่อช่วยเหลือ แจ็ค สแปร์โรว์ กัปตันแจ็คถูกช่วยออกมาได้ ถึงแม้การถูกจองจำจะทำให้เขาเสียสติมากไปกว่าเดิม แต่เขาก็ตกลงที่จะช่วย เขาล่องเรือแบล็คเพิร์ล ออกจากดินแดนแห่งความตาย ถึงแม้ว่าจะรวบรวมลอร์ดทั้ง 9 แห่งกลุ่มคณะลูกขุนมาได้ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับกองกำลังของเบ็คเก็ตต์และเดวี่ โจนส์ได้ ถ้าไม่สามารถปลดปล่อย “คาลิปโซ่” เทพธิดาแห่งท้องทะเลผู้แปรปรวน เพื่อที่จะหว่านล้อมให้มาร่วมมือกัน กำจัดภัยแห่งโจรสลัดในครั้งนี้ได้ แต่เมื่อการทรยศหักหลังได้เผยโฉม เห็นได้ชัดว่า กัปตันแจ็ค, วิลล์, อลิซาเบ็ท, เซา เฟ็ง และบาบอสซา ต่างมีจุดประสงค์ต่างกัน และไม่สามารถไว้ใจใครได้อีกต่อไป ต่างคนต่างต้องเลือกฝ่ายที่จะเข้าร่วม เพื่อการต่อสู้ครั้งครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย ที่อาจจะทำลายอิสรภาพอันหอมหวล ของโจรสลัดไปตลอดกาล

Movie King Naresuan 4

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 4 ศึกนันทบุเรง | เรื่องย่อ ภายหลังการประกาศเอกราชของพระนเรศ ในปี พ.ศ. ๒๑๒๗ แล้ว พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงได้โปรดให้กรีฑาทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาคืนเป็นเมืองขึ้นถึง ๔ ครั้ง คือ ในคราวศึกพระยาพะสิมและ พระเจ้าเชียงใหม่นรธาเมงสอ ในปี พ.ศ. ๒๑๒๗ – ๒๑๒๘ ศึกนันทบุเรง ปี พ.ศ. ๒๑๒๙ ศึกมหาอุปราชาในปี พ.ศ. ๒๑๓๓ และศึกยุทธหัตถีในปี พ.ศ. ๒๑๓๕ โดยศึกสำคัญที่ทำอยุธยาต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์อันสุ่มเสี่ยงต่อการสิ้นสูญแผ่นดินคือ ศึกนันทบุเรง ซึ่งน้อยคนที่เคยได้ยินหรือระลึกได้ แต่วีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชซึ่งเป็นที่จดจำ ทั้งการออกปล้นค่ายพม่าจนเป็นที่มาของเรื่องพระแสงดาบคาบค่าย หรือการสังหารลักไวทำมู ทหารเอกข้างหงสาวดี ล้วนอุบัติในศึกนันทบุเรงทั้งสิ้น ภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ “ศึกนันทบุเรง” ถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นผลจากการปราชัยของหงสาวดีในคราวศึกพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งทำให้พระเจ้านันทบุเรงทรงตระหนักในพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวร และในความเข้มแข็งของกองทัพอยุธยา จึงทรงยกทัพใหญ่เป็นทัพกษัตริย์มาย่ำยีราชธานีสยาม หวังให้ราบเป็นหน้ากลองเพื่อเป็นการแก้มือและเพื่อรักษาซึ่งพระเกียรติยศมิให้เป็นที่ดูแคลนแก่เหล่าเจ้าประเทศราชในการปกครองของฝ่ายพม่า กองทัพกษัตริย์ของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงมีความสมบูรณ์ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามกว่าทุกศึก ประกอบด้วยช้าง ๓,๒๐๐ ทัพม้า ๑๒,๐๐๐ และไพร่ราบซึ่งมีจำนวนถึง ๒๕๒,๐๐๐ โดยมีนายทัพผู้ปรีชาสามารถมาร่วมรบ ทั้งพระมหาอุปราชา มังจาปะโร และลักไวทำมูทหารกล้า กิตติศัพท์ความยิ่งใหญ่น่าเกรงขามของทัพหงสาวดีที่ยกเข้ามานี้ ส่งผลให้เจ้าเมืองในขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรอยุธยาข้างฝ่ายเหนือประหวั่นพรั่นพรึงถึงกับสมคบคิดกันแปรพักตร์เข้าสมานสมัครพระเจ้านันทบุเรงรบสมเด็จพระนเรศวร เป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรต้องเผชิญทั้งศึกนอกและศึกใน สถานการณ์กลับยิ่งบีบคั้นให้คับขันยิ่งขึ้น เมื่อพระศรีสุพรรณธรรมาธิราช พระอนุชาเจ้ากรุงละแวกซึ่งขัดพระทัยสมเด็จพระนเรศวรแต่กาลก่อน ได้ยุยงให้พระเชษฐาตัดสัมพันธไมตรีกับอยุธยา ละแวกจึงกลายเป็นหอกข้างแคร่ ที่พร้อมจะกระหน่ำซ้ำเติมสยามให้ย่อยยับหากมีอันพลาดท่าเสียทีในศึกนันทบุเรงนี้ ภัยรอบด้านบีบรัดให้สมเด็จพระนเรศวรทรงต้องเผชิญศึกอย่างโดดเดี่ยว ซ้ำเคราะห์กลับทับทวีคูณเมื่อสหายศึก เช่น เลอขิ่น และกองกำลังเมืองคัง ซึ่งร่วมกรำศึกกันมาแต่เบื้องต้นคิดถอนตัวตีจาก เพราะพิษรักระหว่างรบที่จบลงด้วยความร้าวฉานระหว่างเลอขิ่นกับพระราชมนูขุนศึกคู่พระทัย ความขัดแย้งด้วยเหตุส่วนตัวได้บานปลายกลายเป็นภัยของแผ่นดินในคราวคับขันเมื่ออยุธยาต้องเผชิญศึก ซึ่งประมาณได้ว่าเป็นมหาสงครามภายใต้โทสจริตของพระเจ้านันทบุเรง ด้วยข้อจำกัดที่รุมเร้าหลายประการ ผสานกับจำนวนไพร่พลที่เป็นรองหงสาวดีอยู่หลายขุม ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทรงจำต้องปรับยุทธศาสตร์การตั้งรับทัพหงสาวดี โดยทรงใช้พระนครศรีอยุธยาซึ่งมีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบเป็นฐานบัญชาการรบแต่เพียงแห่งเดียว ทรงส่งกำลังออกไปปักปราการ วางแนวป้องกันมิให้พม่าเข้ามาปลูกค่ายใกล้ขอบคูพระนครและกำแพงเมือง ทั้งยังแต่งกำลังเป็นกองโจรเข้าปล้นค่ายข้าศึกอย่างอาจหาญ เมื่อศึกเหนือเสือใต้รุมกระหน่ำ ขุนนางผู้ใหญ่ขาดสามัคคีคิดคดคำนึงแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จอมทัพผู้รั้งราชบัลลังก์และความอยู่รอดของแผ่นดินก็มาพลาดท่า ต้องศาสตรากลางสมรภูมิ ยอดทหารเอกกรุงศรีถูกขุนศึกผู้ชาญณรงค์กว่าจับเป็นเชลย ชะตากรรมกรุงศรีอยุธยาและสมเด็จพระนเรศวรจะลงเอยอย่างไร ต้องติดตามในภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ “ศึกนันทบุเรง”